ออกแบบอย่างไรให้เกิด WELL-BEING อย่างยั่งยืน

ออกแบบอย่างไรให้เกิด WELL-BEING อย่างยั่งยืน
 


ปัจจุบันภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยให้ความสำคัญกับ ‘การพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืน’ มากขึ้น โดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างให้ความสำคัญกับมาตรฐานประเมินอาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน LEED ที่จะเน้นการพัฒนาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Energy and Environment) ระบบการประเมินจึงถูกออกแบบมาอย่างครอบคลุม เพื่อให้นำไปสู่การออกแบบและการก่อสร้างอาคารอย่างยั่งยืนเป็นอย่างดี, มาตรฐาน TREES ระบบประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเช่นเดียวกับมาตรฐาน LEED แต่พัฒนาโดย สถาบันอาคารเขียวไทย และมาตรฐาน WELL Building Standard เป็นมาตรฐานแรกของโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร

แต่ละมาตรฐานมีเกณฑ์ชี้วัดที่แตกต่างกันออกไป อาจเป็นที่มาคำถามในใจของใครหลายคนว่า “มาตรฐานไหนดีที่สุด” และคงไม่มีใครออกมาตอบกันอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือ...ทำอย่างไรให้มาตรฐานเหล่านี้อยู่กับอาคารไปอย่างยั่งยืน...เราจะออกแบบและประยุกต์ใช้มาตรฐานเหล่านี้อย่างไรให้เหมาะสม จนเป็นที่มาของคำว่า FOR ALL WELL-BEING ของบริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น หรือ MQDC


 


แก่นสำคัญของแนวคิด FOR ALL WELL-BEING ของ MQDC ในการพัฒนาโครงการคืออะไร
 

FOR ALL WELL-BEING คือ การพัฒนาโครงการ โดยไม่ได้คำนึงถึงมนุษย์เป็นศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมภายในและโดยรอบโครงการ รวมไปถึงCommunityใกล้เคียง และอีกสิ่งสำคัญคือการศึกษาเก็บข้อมูลของพืชและสัตว์ที่อยู่ที่บริเวณโครงการนั้นๆก่อนที่จะนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาโครงการใหม่ เช่น

หากบริเวณพื้นที่ก่อสร้างนั้นมีแหล่งน้ำที่เราจะไปจัดการหน้างาน ก็จะต้องมีการเก็บข้อมูลของต้นไม้และสัตว์ เช่น สัตว์เลื้อยคลาน หรือ ปลา ก่อน หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญนั่นก็คือ ‘นก’ ซึ่งเป็นทรัพยากรชีวภาพอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ระบบนิเวศดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล หลังจากนั้นเราก็จะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการออกแบบสร้างโครงการใหม่ขึ้นมาให้สอดคล้องกับระบบนิเวศในบริเวณนั้นๆ


“ยิ่งถ้าหากเรามีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำในหลากหลายด้าน เช่น ด้านพฤกษศาสตร์  จะช่วยให้การออกแบบสามารถทำให้สัตว์เหล่านี้กลับมาอยู่ในไซต์งานเมื่อสร้างเสร็จมากขึ้น”
 
ในส่วนของผู้อยู่อาศัยก็จะมีเกณฑ์ต่างๆเข้ามาช่วยชี้วัดมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีเรื่องของ WELL-BEING และ อาคารเขียว เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันนี้ผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากการอยู่อาศัยภายในอาคารเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น เช่น ฝุ่น PM 2.5 จะทำอย่างไรให้ฝุ่นจากภายนอกไม่เข้าสู่ภายในอาคาร หรือการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะทำอย่างไรให้การออกแบบอาคารสอดคล้องกับการควบคุมการแพร่ระบาด

หรือจะรับมืออย่างไรหากค่าระดับคาร์บอนไดออกไซด์ภายในอาคารสูงขึ้นอันเกิดมจากการที่อาคารไม่มีการระบายอากาศ สิ่งเหล่านี้เราควรให้ความสำคัญและศึกษาเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยเกิดความมั่นใจในการใช้งานอาคารมากที่สุด  เช่น การใช้เครื่องแลกเปลี่ยนอากาศ (ERV -
Energy Recovery Ventilator) ที่จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนอากาศระหว่างภายในกับภายนอก และช่วยลดอุณหภูมิภายนอกที่จะเข้ามาภายใน ทำให้เครื่องปรับอากาศใช้พลังงานน้อยลงหากเทียบกับการรับอากาศภายนอกเข้าสู่อาคารโดยตรง

ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยในอาคาร บ้านเรือน หรือ คอนโด มักจะไม่เปิดหน้าต่างจึงทำให้เครื่อง ERV ดังกล่าวอาจเข้ามาช่วยแก้ปัญหาหลักเหล่านี้ได้

 


นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างง่ายๆเท่านั้นที่สะท้อนว่า FOR ALL WELL-BEING เป็นแนวความคิดในการพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบ



การออกแบบสำหรับ FOR ALL WELL-BEING ยึดสิ่งใดเป็นสำคัญ
 

สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องมีมาตรฐานในการออกแบบและก่อสร้างให้ชัดเจนที่เป็นในแบบของเราเอง ไม่ว่าจะสร้างโครงการเพื่อลูกค้ากลุ่มไหนก็จะต้องใช้เกณฑ์นี้เป็นหลักในการออกแบบแต่ความเข้มข้นของแต่ละโครงการก็จะมีความแตกต่างกันออกไปตามงบประมาณ ยกตัวอย่างเช่นในอดีตทุกโครงการของเราจะต้องเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่มีสารพิษอันก่อให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพอากาศภายใน

(NON VOCs) ซึ่งจะช่วยทำให้
ปลอดภัย ไร้กลิ่นสารระเหยและปราศจากสารก่อมะเร็ง (Formaldehyde) อาคารที่ทาด้วยสีจากธรรมชาติกลุ่ม Natural Color จากสีจระเข้ สามารถเปิดใช้งานได้เลยภายใน 24 ชั่วโมง ภายใต้การรับรองมาตรฐาน French VOC Regulation จากฝรั่งเศส ซึ่งสี Natural Color ได้ระดับ A+ ไม่มีการปล่อยสารอันตรายใด ๆ หลังการใช้งาน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นฉุนจากสารระเหย และยังมั่นใจในความปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัวด้วยผลิตภัณฑ์ JORAKAY GREEN PRODUCTS อาทิเช่น สีทาผนัง ที่มีมาตรฐานรับรองเรื่องนี้

โดยเฉพาะ
, กาวซีเมนต์จระเข้ในสูตรต่าง ๆ เช่น กาวซีเมนต์ จระเข้เงิน, จระเข้ทอง, จระเข้เอ็กซ์ตรีม กาวยาแนวจระเข้พรีเมี่ยมพลัส กาวยาแนวจระเข้เทอร์โบพลัส และซีเมนต์กันซึม จระเข้เฟล็กซ์ชิลด์ เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ปลอดภัยทั้งผู้ก่อสร้างผู้อยู่อาศัย และยังทำให้โครงการนั้น ๆ ได้คะแนนมาตรฐานอาคารเขียวต่าง ๆ เพิ่มขึ้นด้วย

แต่โครงการที่มีงบประมาณมากหน่อยอาจจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมให้เรื่องคุณภาพอากาศภายในชัดยิ่งขึ้น เช่น ติดตั้งเซ็นเซอร์วัดคุณภาพอากาศพร้อมจอแสดงผล ซึ่งพอเราริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆนี้ ก็จะผลักดันให้เกิดเป็นมาตรฐานที่โครงการที่เกิดหลังจากนี้ต้องนำไปพัฒนาต่อ ซึ่งผลก็คือปัจจุบันการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดคุณภาพอากาศก็กลายเป็นเรื่องพื้นฐานของเราไปแล้ว เป็นต้น



มาตรฐานประเมินอาคารต่างๆ มีความสำคัญอย่างไรต่ออสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

มาตรฐานเหล่านี้จะช่วยในการชี้แนะกรอบการทำงาน ยิ่งถ้าหากโครงการมีเป้าหมายในการที่จะได้มาตรฐานเหล่านี้ อย่างน้อยจะช่วยให้มีกรอบในการทำงานกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้ทีมงานผู้เกี่ยวข้องในส่วนต่างๆมีหน้าที่ที่ชัดเจน ซึ่งการที่จะผ่านการประเมินมาตรฐานอาคารไม่ว่าจะชนิดไหนก็ตาม ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกมิติ


หากโครงการผ่านมาตรฐานประเมินอาคารต่างๆ ส่งผลดีอย่างไรในทุกมิติ
 

1. อาคารจะมีระบบการจัดการที่ดี กล่าวคือจะเป็นอาคารที่ผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้พลังงานในอาคาร การใช้พลังงานทดแทน/พลังงานทางเลือก คำนึงถึงการจัดการหน้างานให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
2. ผู้ใช้งานอาคารหรือผู้อยู่อาศัย ได้สุขภาวะที่ดีที่เกิดจากการออกแบบและงานระบบของอาคารเอง
3. การผ่านมาตรฐานประเมินอาคารเหล่านี้เพิ่มมูลค่าให้กับโครงการ สามารถใช้เป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างกับโครงการทั่วไป ได้รับความน่าเชื่อถือในตัวของมันเอง
4. ชุมชนโดยรอบ (Community) โดยปกติแล้วอาคารที่ได้รับมาตรฐานเหล่านี้มักจะสร้าง Public Space ให้สำหรับชุมชนโดยรอบสามารถเข้ามาใช้บริการได้ เช่น สวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว สิ่งนี้จะทำให้ชุมชนโดยรอบพลอยได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน



เทคนิคที่ทำให้โครงการผ่านมาตรฐานประเมินอาคารต่างๆ สำหรับสถาปนิก
 

สิ่งสำคัญหากเรายังไม่เคยทำงานโครงการที่ต้องเข้ารับการประเมินมาตรฐานเหล่านี้ ภายในคณะทำงานควรมีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ที่เคยทำงานให้กับโครงการที่ได้รับมาตรฐาน โดยอาจเริ่มจากการวางเป้าหมายชัดเจนร่วมกัน แล้วสร้างแนวทางในการทำงานทีมให้เหมาะสม เช่น หากทุกฝ่ายตั้งเป้าหมายร่วมกันไปที่การสร้างโครงการเพื่อให้เกิดสุขภาวะที่ดีต่อผู้ใช้งานสูงสุด เป้าหมายนี้จะทำให้เราสามารถทราบได้ว่าแต่ละฝ่ายควรทำอะไรบ้าง


WELL Building Standard เป็นแห่งแรกของไทย
 

RISC ได้รับรองจาก WELL Building Standard เป็นแห่งแรกของไทย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเภทโครงการ New & Existing Interiors ในระดับ “Gold” จาก International WELL Building Institute (IWBI) สถาบันที่กำหนดมาตรฐานอาคารที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของผู้อาศัยภายในอาคาร ทั้งในแง่ของการทำงานและทำกิจกรรมต่างๆ
 


โดยที่ผ่านมา RISC ได้ผ่านการประเมินตามแนวคิดทั้ง 7 ประเภทที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของ WELL Building Standard ได้แก่ อากาศ (Air), น้ำ (Water), แสงสว่าง (Light), โภชนาการ (Nourishment), ฟิตเนส (Fitness), สภาวะอยู่สบาย (Comfort), จิตใจ (Mind) RISC ได้รับการประเมินอย่างเข้มงวด โดยในขั้นตอนสุดท้ายได้รับการประเมินจาก Green Business Certification Inc. (GBCI) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่รับรองการประเมินตามมาตรฐาน WELL

สุดท้ายแล้วการทำมาตรฐานต่างๆเหล่านี้ให้เกิดความยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับDeveloperเพียงรายใดรายหนึ่ง หากแต่คือการที่ทุกภาคส่วนช่วยกันทำ เมื่อต่างฝ่ายต่างทำและพยายามพัฒนามาตรฐานโครงการของตัวเองให้สูงขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์สุดท้ายแล้วก็คือผู้บริโภคและสังคม สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้เกิดความยั่งยืนแบบกระจายตัวที่แท้จริง

 

-------------------------------------------


ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มคะแนนในการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว




คุณวสุธา เชน
สถาปนิกวิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด