ประเด็นสำคัญ
- กำลังอัดคอนกรีต คือค่าที่ใช้บอกความสามารถของคอนกรีตในการรับแรงกด โดยมักระบุเป็นหน่วย KSC เช่น 180 KSC 210 KSC 240 KSC หรือ 300 KSC ยิ่งค่ากำลังอัดสูง คอนกรีตยิ่งสามารถรับแรงอัดได้มาก จึงต้องเลือกค่าให้เหมาะกับน้ำหนักและลักษณะของงาน
- กำลังอัดคอนกรีตแต่ละระดับเหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน เช่น ประมาณ 180–200 KSC สำหรับงานพื้นทั่วไป 210–240 KSC สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป และ 280–350 KSC ขึ้นไปสำหรับงานที่ต้องรับน้ำหนักสูง นอกจากนี้ยังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ จระเข้ แอดมิค พรูฟ เพื่อช่วยลดการซึมน้ำ และ จระเข้ แอดมิค เคียว เพื่อช่วยบ่มคอนกรีต ลดการแตกร้าวได้อีกด้วย
การเลือกใช้คอนกรีตในงานก่อสร้าง ไม่ได้ดูแค่ประเภทปูนหรือส่วนผสมเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาไปถึงค่ากำลังอัดคอนกรีต หรือที่หลายคนเรียกว่า Strength ปูน ซึ่งเป็นค่าที่บอกว่าคอนกรีตรับแรงกดได้มากแค่ไหน ค่ากำลังอัดจึงมีส่วนสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพคอนกรีตให้เป็นไปตามมาตรฐานงานก่อสร้าง จระเข้นี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับกำลังอัดคอนกรีตให้มากขึ้น ทั้งหน่วยที่ใช้ วิธีวัด รวมถึงระดับกำลังอัดและปัจจัยที่มีผลต่อสเต็งคอนกรีต
- ทำไมกำลังอัดจึงสำคัญต่อการเลือกใช้คอนกรีต?
- กำลังอัดคอนกรีตใช้หน่วยอะไร? วัดยังไง?
- วิธีการวัดค่ากำลังอัดคอนกรีตต้องทำยังไง?
- กำลังอัดคอนกรีตมีระดับไหนบ้าง? เหมาะกับงานแบบไหน?
- คอนกรีต VS มอร์ตาร์ ต่างกันยังไง?
- ปัจจัยอะไรที่มีผลต่อ Strength ปูนและกำลังอัดคอนกรีต?
- สั่งผลิตภัณฑ์จระเข้สะดวกกว่าเดิมด้วย Jorakay Online Shop
กำลังอัดคอนกรีตหรือ Strength ปูนคืออะไร?

กำลังอัดคอนกรีต คือ ค่าที่ใช้บอกว่าคอนกรีตสามารถรับแรงกดได้มากแค่ไหนก่อนที่จะแตกหรือเสียหาย โดยการทดสอบจะเป็นการนำตัวอย่างคอนกรีตรูปทรงลูกบาศก์หรือคอนกรีตทรงกระบอก ไปทดสอบด้วยเครื่องกดจนแตก แล้วนำค่าที่ได้มาคำนวณเป็นกำลังอัด
โดย Strength ปูนมักมีหน่วยเป็น KSC (กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร) หรือ MPa (เมกะปาสคาล) เช่น 210 KSC หรือ 300 KSC หากต้องการเปรียบเทียบค่ากำลังอัด ควรดูด้วยว่าใช้ตัวอย่างคอนกรีต รูปทรงใดและคอนกรีตมีอายุเท่าไร เพราะทั้งสองปัจจัยมีผลต่อค่าที่วัดได้ หากใช้ตัวอย่างคนละรูปทรงหรือทดสอบในช่วงอายุที่ต่างกัน ค่ากำลังอัดที่ได้อาจไม่เท่ากัน จึงไม่ควรนำตัวเลขมาเปรียบเทียบกันโดยตรง
ข้อควรรู้: คำว่า สเต็งคอนกรีต หรือ Strength ปูน ที่ใช้กันทั่วไปไม่ได้หมายถึงกำลังอัดของปูนซีเมนต์โดยตรง แต่รวมถึงกำลังอัดของคอนกรีตที่ออกแบบไว้ เช่น 210 KSC หรือ 300 KSC ทำให้ค่าที่วัดออกมาไม่ใช่ค่ากำลังของปูนซีเมนต์เพียงอย่างเดียว
ทำไมกำลังอัดจึงสำคัญต่อการเลือกใช้คอนกรีต?

1. ใช้เป็นเกณฑ์ควบคุมคุณภาพคอนกรีต
ค่ากําลังอัดคอนกรีตช่วยตรวจสอบว่า คอนกรีตที่นำมาใช้งานแข็งแรงตามที่กำหนดหรือไม่ โดยนำตัวอย่างคอนกรีตไปทดสอบและเปรียบเทียบผลกับค่าที่ระบุในแบบหรือข้อกำหนดของงาน หากค่าที่ได้ต่ำกว่าที่กำหนด ต้องตรวจสอบหาสาเหตุและคุณภาพของคอนกรีตก่อนนำไปใช้งานต่อ
2. ช่วยให้เลือกคอนกรีตได้เหมาะกับน้ำหนักที่ต้องรับ
แต่ละส่วนของอาคารต้องรับน้ำหนักแตกต่างกัน การกำหนดค่ากำลังอัดคอนกรีตจึงเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญ ที่ใช้เลือกคอนกรีตให้เหมาะกับลักษณะการรับน้ำหนัก เช่น คอนกรีตประมาณ 210–240 KSC ใช้กับงานโครงสร้างทั่วไปของอาคาร ส่วนงานที่ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นอาจเลือกใช้คอนกรีตที่มีกำลังอัด 280–300 KSC โดยควรเลือกกำลังอัดตามที่วิศวกรหรือแบบโครงสร้างกำหนด เพื่อให้คอนกรีตสามารถรองรับแรงที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม
3. ช่วยเลือกคอนกรีตให้เหมาะกับลักษณะงาน
นอกจากน้ำหนักที่ต้องรับแล้ว ลักษณะของงานและสภาพแวดล้อมก็มีผลต่อการเลือกใช้คอนกรีต เช่น งานพื้นทั่วไปใช้ค่าประมาณ 180–200 KSC ขณะที่งานโครงสร้างอาจอยู่ที่ประมาณ 210–240 KSC และงานโครงสร้างขนาดใหญ่ อาจเลือกใช้กำลังอัด 280–350 KSC ขึ้นไป การเลือกค่ากำลังอัดให้เหมาะกับงานจึงช่วยให้ได้คุณสมบัติของคอนกรีตตรงตามความต้องการ
4. ช่วยควบคุมความปลอดภัยของโครงสร้าง
กำลังอัดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการรับแรงของโครงสร้าง หากเลือกใช้คอนกรีตที่มีกำลังอัดไม่เหมาะสม อาจทำให้โครงสร้างรับน้ำหนักไม่ได้ตามที่ออกแบบไว้ ดังนั้นการกำหนดและตรวจสอบค่ากำลังอัดให้เป็นไปตามแบบและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานอาคาร
กำลังอัดคอนกรีตใช้หน่วยอะไร? วัดยังไง?
กำลังอัดคอนกรีตนิยมใช้หน่วยเป็น KSC หรือ MPa โดยคำนวณจากแรงกดสูงสุดที่คอนกรีตรับได้ หารด้วยพื้นที่หน้าตัดของตัวอย่างทดสอบ ได้แก่
- KSC (Kilogram-force per Square Centimeter): เป็นหน่วยกิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร ใช้บอกว่าคอนกรีตรับแรงกดได้มากน้อยแค่ไหนต่อพื้นที่ 1 ตารางเซนติเมตร เช่น คอนกรีต 210 KSC หมายถึง คอนกรีตมีกำลังรับแรงอัดตามค่าที่กำหนดประมาณ 210 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร โดยเป็นหน่วยที่พบได้บ่อยในงานก่อสร้างในประเทศไทย
- MPa (Megapascal) หน่วยเมกะปาสคาล: เป็นหน่วยวัดแรงดัน โดยค่ากำลังอัดคอนกรีตสามารถแสดงเป็น MPa ได้เช่นเดียวกับ KSC เช่น 20 MPa หรือ 30 MPa ทั้งสองหน่วยสามารถแปลงค่าเทียบกันได้ โดย 1 MPa จะเท่ากับประมาณ 10.2 KSC
วิธีการวัดค่ากำลังอัดคอนกรีตต้องทำยังไง?

1. การทดสอบแบบทำลาย นำตัวอย่างมาทดสอบด้วยเครื่องกด
การทดสอบคอนกรีตแบบทำลาย เป็นวิธีที่นำตัวอย่างคอนกรีต เช่น ก้อนลูกบาศก์หรือทรงกระบอก ไปทดสอบด้วยเครื่องกด โดยเพิ่มแรงกดจนตัวอย่างเกิดการวิบัติหรือแตก จากนั้นนำค่าแรงกดสูงสุดมาคำนวณร่วมกับพื้นที่หน้าตัด เพื่อหาค่ากำลังอัดของคอนกรีต วิธีนี้ให้ค่ากำลังอัดโดยตรงและเหมาะสำหรับใช้ตรวจสอบว่า คอนกรีตมีค่ากำลังอัดเป็นไปตามที่ออกแบบหรือกำหนดไว้หรือไม่
2. การทดสอบแบบไม่ทำลาย ใช้วัดความสม่ำเสมอของคอนกรีตหลายจุด
สำหรับการทดสอบกําลังอัดคอนกรีตแบบไม่ทำลาย เป็นวิธีตรวจสอบคอนกรีตโดยไม่ต้องทำให้โครงสร้างหรือชิ้นส่วนคอนกรีตเสียหา เพื่อวัดค่าการสะท้อนกลับของผิวคอนกรีต แล้วนำผลไปประเมินความแข็งแรง เหมาะสำหรับตรวจสอบสภาพและเปรียบเทียบความสม่ำเสมอของคอนกรีตในหลายจุด แต่ค่าที่ได้เป็นการประมาณ จึงควรใช้ร่วมกับข้อมูลหรือการทดสอบแบบทำลาย รวมถึงการใช้คลื่นอัลตราโซนิกวัดความสม่ำเสมอภายในเนื้อคอนกรีต เพื่อให้ผลมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
กำลังอัดคอนกรีตมีระดับไหนบ้าง? เหมาะกับงานแบบไหน?
| ค่ากำลังอัดคอนกรีต | ตัวอย่างพื้นที่ใช้งาน |
|---|---|
|
คอนกรีตหยาบ |
|
|
180–200 KSC |
|
|
210–240 KSC |
|
|
280–300 KSC |
|
|
320–350 KSC |
|
|
380–400 KSC |
|
1. คอนกรีตหยาบ งานรองพื้นก่อนทำฐานราก งานชั้นรองใต้โครงสร้าง
คอนกรีตหยาบเหมาะกับงานที่ไม่ได้ใช้เป็นส่วนรับน้ำหนักหลักของโครงสร้าง โดยเน้นใช้สำหรับ ปรับระดับและเตรียมพื้นที่ก่อนก่อสร้าง เช่น เทรองพื้นก่อนทำฐานราก เทรองใต้พื้นคอนกรีต หรือใช้ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบก่อนติดตั้งโครงสร้าง จึงไม่ควรนำมาใช้แทนคอนกรีตโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนัก
2. ระดับ 180-200 KSC งานเทพื้น ลาน
คอนกรีตกำลังอัดประมาณ 180–200 KSC เหมาะกับงานคอนกรีตทั่วไปที่รับน้ำหนักไม่มาก เช่น พื้นบ้าน ลานจอดรถ ทางเดิน ลานซักล้าง หรืองานเทคอนกรีตโดยรอบอาคาร โดยการเลือกใช้จริงควรดูน้ำหนักบรรทุกและรายละเอียดของพื้นที่ร่วมด้วย
3. ระดับ 210-240 KSC งานโครงสร้างทั่วไป
คอนกรีตกำลังอัดประมาณ 210–240 KSC เหมาะกับงานโครงสร้างทั่วไปที่ต้องรับน้ำหนัก เช่น เสา คาน พื้น และฐานรากของบ้านพักอาศัยหรืออาคารทั่วไป โดยค่ากำลังอัดที่ใช้จริงของแต่ละส่วนอาจแตกต่างกันตามการออกแบบโครงสร้าง
4. ระดับ 280-300 KSC งานโครงสร้างที่รับน้ำหนักมาก
คอนกรีตกำลังอัดประมาณ 280–300 KSC เหมาะกับงานที่ต้องการกำลังรับน้ำหนักสูงขึ้น เช่น พื้นโรงงาน พื้นคลังสินค้า ลานจอดรถที่มีรถบรรทุก หรือโครงสร้างอาคารที่รับน้ำหนักมาก โดยวิศวกรจะเป็นผู้กำหนดค่ากำลังอัดที่เหมาะสมตามลักษณะโครงสร้าง
5. ระดับ 320-350 KSC อาคารก่อสร้างขนาดใหญ่ โครงสร้างเฉพาะทาง
คอนกรีตกำลังอัดประมาณ 320–350 KSC เหมาะกับงานโครงสร้างที่ต้องการกำลังอัดสูง เช่น เสาและคานของอาคารขนาดใหญ่ พื้นที่รับน้ำหนักสูง หรือโครงสร้างที่มีน้ำหนักบรรทุกมาก คอนกรีตในระดับนี้ต้องควบคุมส่วนผสมและกระบวนการก่อสร้างอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้กำลังอัดตามที่ออกแบบไว้
6. คอนกรีต 380–400 KSC งานโครงสร้างขนาดใหญ่พิเศษ
คอนกรีตกำลังอัดประมาณ 380–400 KSC เหมาะกับงานที่ต้องการคอนกรีตกำลังสูง เช่น เสาอาคารสูง โครงสร้างขนาดใหญ่ พื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักมาก หรือชิ้นส่วนโครงสร้างที่ต้องการลดขนาดหน้าตัดแต่ยังคงรับน้ำหนักได้ตามที่ออกแบบ การเลือกใช้คอนกรีตระดับนี้ควรออกแบบส่วนผสมและควบคุมคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ
คอนกรีต VS มอร์ตาร์ ต่างกันยังไง?
| หัวข้อเปรียบเทียบ | คอนกรีต | มอร์ตาร์ |
|---|---|---|
|
ส่วนผสม |
|
|
|
คุณสมบัติ |
|
|
|
การใช้งาน |
|
|
|
การรับน้ำหนัก |
|
|
|
ค่ากำลังอัด |
|
|
*หมายเหตุ: ตัวเลขกำลังอัดของมอร์ตาร์ไม่ควรใช้เป็นช่วงตายตัวสำหรับมอร์ตาร์ทุกประเภท เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์และมาตรฐานการทดสอบกำหนดค่าแตกต่างกัน และ KSC ของคอนกรีตกับมอร์ตาร์ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบโดยตรงเพื่อสรุปว่าวัสดุใดแข็งแรงกว่า ควรดูมาตรฐาน วิธีทดสอบ อายุทดสอบ และวัตถุประสงค์การใช้งานประกอบกัน
ปัจจัยอะไรที่มีผลต่อ Strength ปูนและกำลังอัดคอนกรีต?
1. อัตราส่วนน้ำต่อปูนซีเมนต์ ต้องไม่มากไป จนทำให้กำลังอัดลดลง

ปริมาณน้ำที่ใช้ผสมคอนกรีตมีผลโดยตรงต่อกำลังอัด หากใช้น้ำมากเกินไป เมื่อคอนกรีตแข็งตัวอาจเกิดช่องว่างภายในมากขึ้น ส่งผลให้กำลังอัดลดลง ดังนั้นจึงควรควบคุมอัตราส่วนน้ำต่อปูนซีเมนต์ให้เหมาะสมกับสูตรคอนกรีตและลักษณะงาน และเลือกใช้ จระเข้ แอดมิค พรูฟ น้ำยาผสมที่ช่วยลดการซึมน้ำ ทำให้คอนกรีตหนาแน่น ป้องกันการแตกร้าวจากการหดตัว
จระเข้ แอดมิค พรูฟช่วยเสริมกำลังอัดคอนกรีตยังไงบ้าง?

- น้ำยาชนิดลดปริมาณน้ำ (Plasticizer) ลดปริมาณน้ำในการผสมคอนกรีต ทำให้เนื้อคอนกรีตหนาแน่น เพิ่มความสามารถในการเทได้ดีขึ้น
- ลดรูพรุนบนผิวหน้าคอนกรีต จึงช่วยป้องกันการแตกร้าว ไม่ทำให้คอนกรีตหดตัวเมื่อแข็งแรงตัว
- ไม่มีส่วนประกอบของคลอไรด์ จึงไม่ทำให้เหล็กเสริมเป็นสนิม และยังป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่านคอนกรีต
2. คุณภาพและสัดส่วนของวัสดุผสม ต้องตรงกับการใช้งาน
คุณภาพของปูนซีเมนต์ ทราย หิน และน้ำ รวมถึงสัดส่วนของวัสดุแต่ละชนิด ล้วนมีผลต่อกำลังอัดคอนกรีต เช่น ปูนซีเมนต์ประมาณ 1 ส่วน ทราย 2 ส่วน และหิน 3 ส่วน พร้อมควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสม เช่น น้ำประมาณ 15–20 ลิตรต่อปูนซีเมนต์ 50 กิโลกรัม โดยสัดส่วนจริงควรปรับตามสูตรคอนกรีตและลักษณะงาน เพื่อให้คอนกรีตแข็งแรงเหมาะกับการใช้งาน
3. การเทและการอัดแน่นคอนกรีต ควรใช้เครื่องสั่นไล่อากาศ ป้องกันรูพรุน
ขั้นตอนการเทและอัดแน่นมีผลต่อความแน่นของเนื้อคอนกรีต โดยควรเทคอนกรีตในตำแหน่งที่ต้องการ เทอย่างต่อเนื่องและเป็นชั้น ๆ พร้อมใช้เครื่องสั่นคอนกรีตช่วยไล่อากาศ และทำให้คอนกรีตเข้าไปเต็มช่องว่างรอบเหล็กเสริมและแบบหล่อ หากเทหรืออัดแน่นไม่ทั่วถึง อาจทำให้เกิดโพรงอากาศและช่องว่างภายใน ส่งผลให้คอนกรีตแข็งแรงน้อยลง
4. การบ่มคอนกรีต ต้องบ่มด้วยน้ำยา 14-28 วัน
หลังจากเทคอนกรีตแล้ว ควรรักษาความชื้นเป็นเวลา 14-28 วัน เพื่อให้ปูนซีเมนต์ทำปฏิกิริยากับน้ำและพัฒนากำลังอัดได้อย่างต่อเนื่อง หากคอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไป อาจส่งผลต่อการพัฒนากำลังและทำให้เกิดรอยแตกร้าวได้ โดยใช้ตัวช่วยอย่างน้ำยาบ่มคอนกรีต จระเข้ แอดมิค เคียว ที่ป้องกันน้ำระเหยจากคอนกรีตเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้ strength ปูนพัฒนาได้ไม่เต็มที่
จระเข้ แอดมิค เคียวช่วยเสริมกำลังอัดคอนกรีตได้ยังไงบ้าง?

- น้ำยาบ่มคอนกรีตชนิด Sodium Silicate ทำหน้าที่เป็นฟิล์มเคลือบผิวหน้าคอนกรีต ทำให้คอนกรีตพัฒนากำลังอัดได้เต็มที่
- ช่วยให้คอนกรีตสูญเสียน้ำช้าลง ทำให้แข็งแรงมากขึ้น รวมถึงลดฝุ่นที่พื้นผิวหน้าคอนกรีต
- ใช้งานง่ายทั้งแบบพ่นและแบบทา ทำให้ใช้กับพื้นที่คอนกรีตทั่วไปหรือบริเวณที่กว้าง เช่น ถนน
5. อายุของคอนกรีต พัฒนาเต็มที่ที่ 28 วัน
ตามปกติคอนกรีตจะค่อย ๆ พัฒนากำลังอัดตามอายุ โดยทั่วไปกำลังอัดจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรกและพัฒนาต่อเนื่องเมื่ออายุมากขึ้น โดยทั่วไปจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุ 28 วัน ซึ่งเป็นอายุอ้างอิงสำหรับทดสอบกำลังอัดตามข้อกำหนดของงาน ทั้งนี้ อายุที่ใช้ทดสอบอาจแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับประเภทคอนกรีตและมาตรฐานที่โครงการกำหนด
สั่งผลิตภัณฑ์จระเข้สะดวกกว่าเดิมด้วย Jorakay Online Shop

เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากจระเข้ ได้สะดวกยิ่งขึ้นผ่าน Jorakay Online Shop ร้านค้าอย่างเป็นทางการจากจระเข้ ที่พร้อมให้ทุกคนสั่งซื้อสินค้าครบ จบในคลิกเดียว บน Shopee และ Lazada ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็เลือกสินค้าที่ต้องการได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมบริการจัดส่งถึงบ้านทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว คุ้มค่า
| ช่องทางการสั่งซื้อ | ลิงก์สำหรับการสั่งซื้อ |
|---|---|
| สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ | |
| สั่งซื้อที่ Shopee | |
| สั่งซื้อที่ Lazada |
อยากได้ผลิตภัณฑ์จระเข้มาดูแลบ้าน ลองเข้าไปหาตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์กันได้ที่เว็บไซต์จระเข้ เพียงเลือกภูมิภาค จังหวัด และเขตหรืออำเภอ เพียงเท่านี้ก็จะรู้แล้วว่าร้านค้าแถวบ้านร้านไหนที่มีสินค้าคุณภาพรออยู่ หรือจะลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราดูก่อนก็ได้ ว่าจะเลือกผลิตภัณฑ์แบบไหนดี ให้ตอบโจทย์บ้านของเรามากที่สุด





