Smart Wellness สุขภาพดีจำเป็นต้องมาพร้อมกับ Technology จริงหรือไม่ ? โดย นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ CEO & Co-founder @ Health at Home



Smart Wellness สุขภาพดีจำเป็นต้องมาพร้อมกับ Technology จริงหรือไม่ ?




“สุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่จริง ๆ คนเราไม่ได้มีใครสนใจเรื่องสุขภาพขนาดนั้น เราสนใจอย่างอื่นมากกว่า”
 
ความจริงคือทุกคนไม่ได้ใส่ใจและดูแลสุขภาพในทุกวินาที แต่เราจะกลับมาดูแลตัวเองและคนรอบข้างเมื่อมีอาการป่วยหรือเป็นโรค ทั้ง ๆ ที่การดูแลสุขภาพให้ดีอยู่ตลอดเวลานั้นไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือต่าง ๆ  ที่จะสามารถช่วยให้เราควบคุมและป้องกันโรคต่าง ๆได้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง ‘SMART WELLNESS’ ที่เข้ามาช่วยให้เราหันกลับมาสนใจสุขภาพได้ง่ายขึ้น

SMART WELLNESS คืออะไร แล้วต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือไม่
หลายคนอาจเคยได้คำว่า SMART แล้วตามด้วยคำต่าง ๆ เช่น Smart City, Smart Economy, Smart Bus คำว่า ‘SMART’ ของหลายคำนิยามนั้นอาจมีคำว่า Technology เป็นองค์ประกอบ แต่คำว่า SMART WELLNESS นั้นไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องพึ่งพา ‘เทคโนโลยี’ ซึ่งเราต้องเข้าใจหัวใจสำคัญของคำว่า ‘Wellness’ เสียก่อน

1.ในบริบทที่ไม่ได้มองถึง Technology - Smart Wellness ก็สามารถมีได้โดยไม่ต้องพึ่ง IT หรือ Technology ซึ่งหัวใจสำคัญต้องรู้ว่าพื้นฐานของ Wellness นั้นได้แก่ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ, รับประทานอาหารที่ดีให้ครบ 5 หมู่, ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และครั้งละอย่างน้อย 30 นาที, มีอารมณ์ดี, อยู่ในที่ที่อากาศดี และนี่คงเป็นเรื่องง่ายๆที่ทำให้เกิด Smart Wellness แบบยั่งยืน 
ตรงกันข้ามกับคำว่า  Smart Wellness ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณไปเชื่อว่าการดื่มน้ำมะนาวจะช่วยรักษาโรคได้ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้มีพื้นฐานอะไรมารองรับ พูดง่ายๆว่า Smart Wellness สามารถทำได้เลย แต่อาจจะดูน่าเบื่อ เพราะต้องทำ ซ้ำ ๆ และไม่เห็นผลทันทีทันใด  แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยปฏิบัติตาม ทำให้คนส่วนใหญ่จึงได้แค่คำว่า Wellness เพียงเท่านั้น

2.ในบริบทของเรื่อง Technology – Smart Wellness คือเป็นส่วนของการใช้ Data หรือข้อมูล เพื่อให้เราสามารถรักษาความแข็งแรง (Wellness) ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมมองว่ามันเป็นบริบทที่พึ่งเปลี่ยนมาในช่วง 10-20 ปี ที่เราจะสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น 
เดิมทีร่างกายของเราก็มีภาษาของร่างกาย (Biological Language) และเมื่อก่อนคนที่แปลภาษานี้ได้คือคุณหมอเท่านั้น แต่ปัจจุบันความถี่ในการพบคุณหมอน้อยลง เนื่องจาก Resource คือจำนวนของคุณหมอมีจำกัด และภาษาที่สื่อออกมาก็ไม่ได้ชัดเจนมาก ส่งผลให้ภาษาพวกนี้ได้ใช้งานจริง ๆ ตอนที่เป็นโรค แต่ทุกวันนี้เรามีอุปกรณ์ที่จะสามารถถอดข้อมูลได้มากขึ้น 

สิ่งที่น่าสนใจปัจจุบันเริ่มมีระบบ Censor, IOT ต่าง ๆ ที่จะสามารถติดตามข้อมูลละเอียดมากขึ้น สิ่งนี้จึงเป็นข้อมูลแบบใหม่ที่เราไม่เคยมีมาก่อน และเมื่ออุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ภาษาร่างกายอาจจะไม่ต้องแปลด้วยคุณหมอเท่านั้น แต่จะสามารถแปลได้จากอย่างอื่น เช่น ระบบ Machine, AI เป็นต้น ทำให้ผลที่เกิดขึ้นคือเราสามารถรู้ตัวได้เร็วกว่า หรือ สามารถทำนายอนาคตว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจึงป้องกัน และ ดูแลตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ 
 
“Smart Wellness ทำให้ทุกฝ่ายทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการทำงานได้ง่ายขึ้น เห็นภาพรวมได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนช่วยในการตัดสินใจในการรักษาได้ด้วย”

ประเภทของ WELLNESS
ถ้าจะพูดเรื่องWellness เราจะสามารถแยกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 
  • Medical-Grade คือ สิ่งที่สามารถใช้ในวงการแพทย์และใช้วินิจฉัยอาการแทนคุณหมอได้ ส่วนใหญ่อุปกรณ์จะอยู่ในโรงพยาบาล และมีจำนวนค่อนข้างจำกัด แต่ปัจจุบันเริ่มมีอุปกรณ์เข้ามาใกล้ Medical Grade มากที่สุด นั่นก็คือ Apple Watch Series 4 ที่ ได้รับการยอมรับและมีข้อมูลที่เที่ยงตรง 

 

  • Non-Medical Grade  คือ สิ่งที่ไม่สามารถนำไปใช้ทางการแพทย์ เช่น หน้ากากอนามัยที่ใช้ในงานก่อสร้าง งานวิศวกร รวมไปถึงป้องกันฝุ่น PM 2.5 แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ หรือ Smart watch ยี่ห้ออื่นก็ยังคงเป็น Non-Medical Grade

 
ประเทศไทยเริ่ม SMART WELLNESS แล้ว
สิ่งที่ผมเห็นในประเทศไทยคือเริ่มมี Data Tracking มากขึ้นสำหรับคนไข้ เริ่มตั้งแต่พื้นฐาน เช่น เรื่องน้ำหนักตัว หรืออย่างเครื่องชั่งน้ำหนัก Xiao Mi ที่สามารถควบคุมน้ำหนักตัวเองได้ดีขึ้น ซึ่งเครื่องชั่งน้ำหนักก็ถูกนำมาใช้ในการป้องกันโรคที่มันดูซับซ้อน อย่างเช่นโรคหัวใจวาย (Heart Failure) ที่คนไข้จะมีอาการน้ำท่วมปอด หากคนไข้ดื่มน้ำเยอะเกินไป แล้วปัสสาวะออกน้อย ก็อาจทำให้น้ำท่วมปอดได้ แต่ปัจจุบันคุณหมอให้ชั่งน้ำหนักทุกวัน เพราะหากน้ำในร่างกายเริ่มเกิน จะทำให้น้ำหนักตัวจะขึ้น ซึ่งน้ำ 1 ลิตร เท่ากับ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สิ่งนี้จะทำให้คนไข้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าหากน้ำหนักตัวเริ่มขึ้น เราต้องลดการดื่มน้ำ หรือทานยาขับปัสสาวะ และเรื่องนี้ก็ทำให้คนไข้สามารถป้องกันตัวเองไม่ให้อาการหนักได้ 
 


 
นอกจากนี้ยังมี Device หรือ อุปกรณ์อื่น ที่ยังสามารถควบคุมค่าต่างๆ หรือการวัดความดัน ชีพจรหรือสัญญาณชีพ หากเราจดทุกวันเราก็จะเห็น Pattern ที่เป็นมาตรฐานของแต่ละตัวบุคคล อย่าง Health at Home เอง ก็มีการเก็บข้อมูลพวกนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวคนไข้ และเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณหมอในการวินิจฉัยโรค ซึ่งเมื่อเราเห็น Trend จะทำให้เราแปลผลแม่นยำ และดีกว่าผลแบบที่มีจุด cut point ที่เป็นมาตรฐาน แต่อย่าลืมว่าคนไข้แต่ละคนก็มีมาตรฐานของตัวเองเช่นเดียวกัน ทำให้เวลารักษาโรค หากคนไข้มีข้อมูลส่วนตัวมาประกอบ คุณหมอก็จะสามารถวินิจฉัยอาการได้แม่นยำขึ้น 
 

 
บ้านและอาคาร คือพื้นฐานการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด
หากการใช้เวลาในชีวิตคนหนึ่ง เวลาที่เราใช้กับสถานที่หนึ่งเพื่อดูแลสุขภาพเราในทุกช่วงทุกวินาทีของชีวิตนั้นสำคัญมาก ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เมื่อเราย้อนกลับไปในอดีต การสร้างบ้านหรืออาคารหลังหนึ่งอาจจะต้องใช้องค์ประกอบมากมาย อาทิ เหล็ก ปูน สี เคมีภัณฑ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ปัจจุบันเรามีทางเลือกที่มากขึ้น เราสามารถเลือกอุปกรณ์ วัสดุก่อสร้าง ที่ส่งผลดีต่อตัวเราเอง และ สิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการที่มีมาตรฐานต่างๆเข้ามามากมาย เช่น LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) หนึ่งมาตรฐานการก่อสร้างอาคารและอสังหาฯ ที่เกิดในยุคที่กระแสใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของอาคารและช่วยลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร 
ทั้งนี้การมีมาตรฐานดังกล่าวทำให้แบรนด์วัสดุก่อสร้างกลับมาใส่ใจทั้งคนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าของจระเข้ ที่ได้ผ่านเกณฑ์ในการทดสอบค่า VOCs ตามเกณฑ์มาตรฐานของ LEED ในด้าน Indoor Environmental Quality – IEQ (คุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคาร)ทั้งในส่วน VOC Emission (ปริมาณสาร VOC ที่ปลดปล่อยออกสู่อากาศ) และ VOCs ที่อยู่ในเนื้อผลิตภัณฑ์ (VOC Contents) จากห้องปฏิบัติการทดสอบของ EUROFIN ครบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งนวัตกรรมปูกระเบื้อง นวัตกรรมซ่อมสร้าง และนวัตกรรมสี ทำให้บ้านและอาคารที่เลือกใช้สินค้าจากจระเข้ได้รับมาตรฐานและยังช่วยทั้งผู้อาศัยและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ฉะนั้นการเลือกวัสดุก่อสร้างจึงเป็นพื้นฐานในการดูแลสุขภาพตั้งแต่ต้นเหตุได้อย่างดี

Smart Wellness จำเป็นต้องพึ่งพาวิสัยทัศน์ของมนุษย์เป็นที่สุด ทั้งเรื่องการปฏิบัติตัว การเลือกใช้ Technology ให้เหมาะสม และการเลือกวัสดุก่อสร้างเพื่อให้บ้านเป็นพื้นฐานในการดูแลสุขภาพตั้งแต่ต้นเหตุ หากทุกคนสามารถดูแลและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง-คนที่เรารัก ก็จะทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง




นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ CEO & Co-founder @ Health at Home 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Smart Wellness สุขภาพดีจำเป็นต้องมาพร้อมกับ Technology จริงหรือไม่ ? โดย นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ CEO & Co-founder @ Health at Home

โปรดกรอกข้อมูลที่สำคัญ (*) ให้ครบถ้วน