ซาลาเปา VS ขี้หนู โดย อ.วิญญู

โดย อ.วิญญู วานิชศิริโรจน์



คนทั่วไปเมื่อเห็นสองคำนี้  คงไม่รู้สึกว่ามันจะเกี่ยวข้องกันอย่างไง  ความรู้สึกที่พูดถึงคำแรกคือ “ซาลาเปา” คงคิดถึงของกิน  ที่พนักงานร้านสะดวกซื้อจะถามเราตอนกำลังจ่ายเงินว่า “จะรับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมคะ” ทั้งที่วันนั้นเรากำลังจะจ่ายเงินค่าน้ำยาล้างจาน  ใจคอจะให้ทานคู่กันหรืออย่างไรกัน!

สำหรับในวงการก่อสร้าง  เราใช้คำว่า “ซาลาเปา” อยู่ 2 ความหมาย  ความหมายแรกคือชื่อของโคมไฟแก้วสีขาวรูปทรงกลมผ่าครึ่ง  คล้ายซาลาเปาว่า “โคมซาลาเปา” ที่มีหลอดไฟเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ แบบวงกลม 32 วัตต์ อีกความหมายหนึ่งคือเรื่องที่เราจะพูดถึงในวันนี้และเกี่ยวข้องกับคำว่า “ขี้หนู” ด้วย ก็คือ “ซาลาเปา” เป็นชื่อเรียกวิธีการปูกระเบื้องแบบโบราณ  ที่ใช้การเอาปูนจำนวนหนึ่งป้ายลงหลังกระเบื้องแล้วกดกระเบื้องลงบนพื้นหรือผนังให้ได้ระดับตามต้องการ โดยจะมีการปาดเนื้อปูนที่ปลิ้นออกมาตามขอบกระเบื้องทิ้งไป
 


ช่างไทยชอบใช้วิธีการปูแบบนี้เพราะทำงานได้เร็ว ปรับระดับกระเบื้องได้ง่าย พื้นผิวเดิมไม่ต้องได้ระดับมากก็สามารถปูกระเบื้องลงไปได้เลย การปูกระเบื้องแบบนี้เหมาะกับการปูกระเบื้องสมัยก่อนที่มีขนาดเล็กและมีร่องยาแนวกว้างเพราะเมื่อปูไปแล้วโอกาสที่เนื้อปูนใต้แผ่นกระเบื้องไม่เต็มพื้นที่มีน้อย แต่ปัจจุบันกระเบื้องมีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่าในอดีตมาก และยาแนวก็มีขนาดเล็กลง ๆ ทำให้การปูกระเบื้องแผ่นใหญ่ด้วยวิธี “ซาลาเปา” จึงมีโอกาสที่ปูนใต้กระเบื้องไม่เต็มเกิดขึ้นได้มาก อีกทั้งคุณสมบัติของปูนซิเมนต์ที่เรียกว่า “ปูนดำ” ที่ช่างไทยนำมาใช้ปูกระเบื้องนั้นก็มีการยึดเกาะกับกระเบื้องได้ไม่ดี เพราะไม่ได้ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ยึดกระเบื้องนั่นเอง

การปูกระเบื้องด้วยวิธีนี้จึงสร้างปัญหาให้กับเจ้าของบ้านในภายหลังหลายเรื่อง เช่น ปูนใต้กระเบื้องที่ไม่เต็ม  ทำให้เกิดเป็นโพรงอากาศทำให้เวลาเดินผ่านแล้วรู้สึกว่าใต้กระเบื้องกลวง ๆน่ารำคาญ  และตัวกระเบื้องมีโอกาสแตกตรงบริเวณที่ใต้กระเบื้องเป็นโพรงอีกด้วย

นอกจากการปูแบบ “ซาลาเปา” แล้ว  ปัจจุบันมีวิธีการปูกระเบื้องแบบใหม่ที่ก่อปัญหาไม่แพ้กัน  เรียกว่าการปูกระเบื้องด้วย “ปูนขี้หนู” การปูกระเบื้องวิธีนี้เป็นการปูแบบหนา  โดยใช้ปูนผสมทรายแล้วผสมกับน้ำในอัตราส่วนน้อย ๆ ทำให้ปูนดูเป็นขุย ๆ เหมือน “ขี้หนู” จากนั้นจะเทปูนนี้ลงบนพื้นที่ที่จะปูกระเบื้อง  ช่างจะวางแผ่นกระเบื้องลงไปบนผิวปูนขี้หนูแล้วกดปรับความเรียบของพื้นโดยใช้ลักษณะที่เป็นรูพรุน  และเป็นโพรงอากาศของปูนขี้หนูเป็นตัวปรับระดับ

ช่างนิยมปูกระเบื้องด้วยปูนขี้หนูเพราะ ปูง่าย ปูได้เร็ว ทำงานครั้งเดียว  แต่ปัญหาใหญ่คือ  กระเบื้องมักไม่ค่อยได้แนว  เนื่องจากปูนที่ผสมน้ำน้อยนั้นกว่าจะเซ็ทตัวต้องใช้เวลานาน  ทำให้มีโอกาสที่กระเบื้องขยับตัวได้ง่าย  อีกทั้งมีโอกาสที่กระเบื้องหลุดร่อนในภายหลัง  เพราะเนื้อปูนที่พรุนจึงยึดเกาะกับหลังกระเบื้องได้ไม่ดีนัก  ยิ่งถ้าผสมปูนน้อยเกินไป  หรือใส่น้ำน้อยเกินไปจนไม่เกิดปฎิกิริยาทางเคมีมากพอ  ปูนข้างใต้กระเบื้องจะแข็งแรงน้อยมาก และปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ  ถ้าใช้การปูกระเบื้องด้วยวิธีนี้บนพื้นที่ภายนอก เช่น เฉลียง ระเบียง หรือ ห้องน้ำที่มีโอกาสโดนน้ำหรือมีน้ำขัง  ถ้าน้ำซึมผ่านยาแนวกระเบื้องลงไป  น้ำจะสะสมอยู่ในปูนขี้หนูที่อยู่ใต้กระเบื้องที่เกิดโพรง ทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้
 


ผู้เขียนเคยพบปัญหาที่มีการปูหินแกรนิตด้วยปูนขี้หนู  บริเวณเฉลียงที่ไม่มีหลังคาปกคลุม  เวลาฝนตกน้ำฝน  จะซึมผ่านบริเวณรอยต่อของหินลงไปสะสมที่ปูนขี้หนูที่อยู่ใต้แผ่นหินจนชุ่มน้ำ  และเพิ่มมากขึ้น ๆ จนความชื้นนั้นทะลุผ่านเข้าไปในปูนขี้หนูใต้กระเบื้องภายในบ้าน  จนเกิดซึมขึ้นมาด้านบนของกระเบื้องด้านใน  ทำให้กระเบื้องเป็นรอยด่าง  เป็นจ่ำ ๆ ดูไม่จืดเลยครับ

ดังนั้นการปูกระเบื้องหรือปูหินที่ถูกต้อง  ไม่ควรใช้ทั้งวิธีปูทั้งแบบ “ซาลาเปา” และ “ปูนขี้หนู” แต่ควรทำระดับพื้นด้วยปูนทรายปรับระดับ (self-levelling) หรือฉาบผนังด้วยปูนฉาบให้ได้ระดับและความเรียบตามที่ต้องการก่อน จากนั้นจึงปูกระเบื้องด้วยปูนกาวเท่านั้น  วิธีนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้พื้นกระเบื้อง  หรือพื้นหินที่มีปูนใต้พื้นเต็มพื้นที่ทุกบริเวณ และวัสดุจะยึดเกาะกับผิวพื้นได้อย่างมั่นคง  ใช้งานไปได้อย่างยาวนานคุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไป

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

ซาลาเปา VS ขี้หนู โดย อ.วิญญู

โปรดกรอกข้อมูลที่สำคัญ (*) ให้ครบถ้วน